พันธบัตรเกาหลีฮอตไม่เลิก บลจ.ยังเปิดขายซีรีส์ใหม่ถึงกันยายน ทั้งทหารไทย,กสิกรไทย,กรุงไทย และธนชาต พร้อมปรับกลยุทธ์ถือสั้นลงเหลือ 3 เดือน และ 9 เดือน รับดอกเบี้ยขาขึ้น ด้านผลตอบแทนยังจูงใจ 1.70-2.35% ต่อปี
นายไพศาล ครุฑดำรงชัย รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ทหารไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากที่บริษัทเปิดขายกองทุนเปิดทหารไทยพันธบัตรเกาหลีใต้ระยะสั้น 3 เดือนตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจำนวน 2 รุ่น มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาทนั้น ได้ผลตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดีโดยสามารถขายหมดตั้งแต่การเปิดจองในวันแรก รวมทั้งยังมีความต้องการเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
"เมื่อเทียบกับการลงทุนระยะสั้นในประเทศไทยปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือนของธนาคารพาณิชย์ อยู่ที่ประมาณ 1-1.5% และพันธบัตรรัฐบาลไทย 3 เดือน จะให้ผลตอบแทนประมาณ 1.1% และบุคคลธรรมดายังต้องเสียภาษีดอกเบี้ยอีก 15% ทำให้กองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากความมั่นคงสูงและไม่ต้องเสียภาษี" นายไพศาลกล่าว
ทั้งนี้จากที่บริษัทเปิดขายกองทุนเปิดเค ตราสารหนี้เกาหลี 9 เดือน เอ พร้อมกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี เอดับเบิลยู และกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 2 ปี เอช พบว่า ทั้ง 3 กองทุนได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลมาจากจุดเด่นของกลุ่มกองทุนดังกล่าว ทั้งคุณภาพของตราสารและโอกาสรับผลตอบแทนที่จูงใจทั้งสำหรับการลงทุนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี และการลงทุนระยะยาว ประกอบกับพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ของสถาบันการเงินที่รัฐบาลเกาหลีใต้ถือหุ้นส่วนใหญ่อย่างธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของประเทศเกาหลีใต้ล้วนได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับสูง อีกทั้งกองทุนยังคงมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 100% อีกด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2456 27 ส.ค. - 29 ส.ค. 2552
คำถาม
1. พันธบัตรเกาหลีใต้ต้องเสียภาษีหรื่อไม่
2. พันธบัตรเกาหลีใต้ให้ผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเท่าไหร่
3.พันธบัตรเกาหลีใต้มีกี่กองทุน
ทำโดย
นางสาวอุบล พงษ์สระพัง ID.5001203045
วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552
พลพรรคผู้หญิงแถวหน้า กับทรรศนะเรื่อง เงิน ๆทอง ๆ

"ผู้หญิงต้องกุมกระเป๋าเงิน วางแผนการใช้จ่ายในแต่ละเดือน และสร้างวินัยการออมให้เกิดขึ้นกับสมาชิกในครอบครัว "
ทุกวันนี้บทบาทหญิงไทยมีความเด่นชัดมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของหลากหลายองค์กร ซึ่งจุดเด่นของผู้หญิงที่ไม่แพ้"ชายอกสามศอก"เห็นจะเป็นเรื่องของความรู้ ความมั่นใจ และที่สำคัญที่สุดคือ "ความรอบคอบ" โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ
ในงานเสวนา "ผู้หญิงยุคใหม่ใส่ใจเรื่องเงินๆ ทองๆ" เนื่องในโอกาสวันสตรีไทยประจำปี 2552 ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)เมื่อเร็ว ๆนี้ ถือเป็นเวทีรวมพลผู้หญิงแถวหน้าระดับประเทศ ในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการ"ออมเงิน" รวมถึงเทคนิคเฉพาะของแต่ละบุคคล
เริ่มจากเจ้าภาพของงาน" ภัทรียา เบญจพลชัย" กรรมการและผู้จัดการตลท. แนะว่าสิ่งที่ทุกคนควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือ "การออม"
"หากมีเงินเดือนจะต้องสร้างวินัยในการออมเป็นอันดับแรก และหากมีความพร้อมในด้านต่างๆ จึงเริ่มทยอยลงทุน"
นอกจากนี้"ภัทรียา" พูดถึงการดูแลเงินของครอบครัวว่า ผู้หญิงควรต้องเป็นคนกุมเงิน เช่นเดียวกับที่ตัวเธอเองจะเป็นคนควบคุมค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ซึ่งจำเป็นต้องมีการวางแผนการใช้เงินในแต่ละเดือน พร้อมรู้ข้อมูล และเตรียมความพร้อมการใช้จ่ายของสมาชิกทุกคน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างวินัยการออมให้เกิดขึ้นแก่สมาชิกในครอบครัว พร้อมยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง
มาที่" วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ" นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย กล่าวเปิดประโยคด้วนวลีที่กินใจว่า "การวางแผนทางการเงินคือ การวางแผนชีวิต" และทุกวันนี้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่มีเงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน ดังนั้นการออมเงินจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก
"จะมีเงินมาก หรือน้อยก็สามารถออมได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างวินัยการออมด้วยการกำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย แต่เป้าหมายนั้นจะต้องมีความสัมพันธ์กับแนวทาง"
พร้อมยกตัวอย่างเช่น นาย ก. มีเงินเดือน 1 หมื่นบาท แต่ต้องการที่จะมีบ้านหลังละ 10 ล้านบาท ลักษณะเช่นนี้ถือว่าเป้าหมายไม่สัมพันธ์กับแนวทาง พร้อมกันนี้ต้องไม่ลืมที่จะทำบัญชีค่าใช้จ่าย
"วิวรรณ"ยังให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกับ"ภัทรียา"ว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้หญิงต้องกุมกระเป๋าของบ้าน พร้อมกับสร้างวินัยการออมให้เกิดขึ้นแก่ทุกคนในครอบครัว โดยมองว่าหากครอบครัวใดมีวินัยทางการเงินที่เข้มแข็ง ครอบครัวนั้นก็จะมีความสุข ในขณะเดียวกันวินัยการใส่ใจเรื่องเงินๆทองๆจะต้องเริ่มที่บ้าน โดยพ่อแม่จะต้องปลูกฝังให้ลูกๆ ทุกคนรู้จักใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับการจัดการเรื่องเงินทองนั้น สิ่งที่สำคัญคือ การสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างรายจ่าย กับรายรับ
"คนจน คือ คนที่ใช้เงินมากกว่าที่หาได้ ส่วนคนรวยคือ คนที่ใช้เงินน้อยกว่าที่หาได้"
สุดท้าย "วิวรรณ" ยังให้เทคนิคส่วนตัวในเรื่องการออม- การลงทุนท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจว่า หากต้องการลงทุน ก็ควรจะรู้จักตัวเอง คือ เงินในกระเป๋า ระดับความเสี่ยงที่รับได้ และแผนการลงทุน รวมถึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การออมและการลงทุนแบบต่างๆ และต้องลงทุนให้เหมาะสมกับช่วงเวลา และภาวะเศรษฐกิจ
พร้อมแนะว่า การกระจายความเสี่ยงคือ หัวใจการลงทุน โดยจะต้องจัดพอร์ตลงทุนไปในหลากหลายสินทรัพย์ อะไรที่ให้ผลตอบแทนดี ก็ลงน้ำหนักมาก แต่ต้องคำนึงถึงความผันผวนของผลตอบแทนด้วย นอกจากนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทบทวนพอร์ตลงทุน และติดตามผลอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
ส่วน "ฐิตินันท์ วัธนเวคิน" ประธานสายธุรกิจเงินฝาก และการตลาด ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด(มหาชน) สำทับว่า ประชาชนจะต้องคำนึงถึงการออมเพื่อชีวิตหลังวัยเกษียณ อย่างช้าที่สุดไม่ควรเกินช่วงอายุ 30 ปี ซึ่งหากเริ่มออมเมื่อมีอายุมากขึ้นจะไม่ทันกาล มีน้อยออมน้อย แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องมีคือ "วินัยการออม" มิใช่การสรรหาผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
มาที่ผู้หญิงแถวหน้าแห่งแวดวงธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า "กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา (ไทยแลนด์) จำกัด มองว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการออมเงิน คือ การมีวินัยในตนเอง นอกจากนี้ต้องมีการทำบัญชีรายรับ - รายจ่ายทุกเดือน หรืออย่างน้อยทุกไตรมาส
"หากภายใน 1 เดือนมีรายจ่ายมากกว่ารายรับจะต้องเร่งวิเคราะห์การจับจ่ายในเดือนนั้นๆ และหาวิธีลดค่าใช้จ่ายส่วนเกิน"
พร้อมกล่าวว่า อย่างน้อยในแต่ละเดือนควรมีเงินเก็บบ้าง และหากควบคุมค่าใช้จ่ายได้แล้ว และเริ่มมีเงินออม ควรต้องคิดถึงเรื่องการลงทุน โดยเริ่มจากการศึกษาข้อมูล และรายละเอียดต่างๆ ของผลิตภัณฑ์การออม รวมถึงต้องรู้จักการกระจายความเสี่ยง และควรคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
ปิดท้ายด้วยนักธุรกิจหญิงผู้โด่งดังในธุรกิจขายตรงเครื่องสำอาง "หมอต้อย - พ.ญ.นลินี ไพบูลย์" ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด แนะว่า การออมเงินควรเริ่มจากสถาบันครอบครัว และสิ่งสำคัญที่สุดคือ "กำลังใจ" ประกอบกับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
คำถาม
1." ภัทรียา เบญจพลชัย" กรรมการและผู้จัดการตลท.มีวิธีการออมเงินอย่างไร
2. คนจนกับคนรวยต่างกันอย่างไร
3.การลงทุนท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจว่า หากต้องการลงทุน ควรที่จะมีวิธีการจัดการอย่างไร
จัดทำโดย
นางสาว สุจิตตรา โนพันธ์ ID: 5001203034
วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552
มหาเศรษฐีมีลักษณะใดที่จะเป็นมหาเศรษฐีมี 12 ประการ มาดูกันว่าอะไรบ้าง

1.ไม่หาเงินเพื่อเงิน การทำอย่างนั้น คุณจะไม่ได้เงิน เงินจะมาก็ต่อเมื่อคุณทำในสิ่งที่ถูกต้อง และด้วยวิธีที่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่คุณรัก และมีความหลงใหลที่จะทำ คุณต้องทำในสิ่งที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ แล้วเงินจะมาเอง
2.รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง ที่สำคัญต้องรู้ว่า อะไรคือความสามารถ หรือความเชี่ยวชาญที่สุดของตัวเอง
3.เป็นนายของตัวเอง คุณไม่สามารถรวยได้โดยการทำงานให้คนอื่น
4.เสพติดความทะเยอทะยาน เราต้องคิดว่าติดอะไรแล้วจะเป็นประโยชน์ มหาเศรษฐีบอกว่า "ไม่มีความมั่งคั่งถ้าไม่มีความทะเยอทะยาน" ทำอะไรสำเร็จแล้ว ก็ต้องพยายามทำให้สูงขึ้นเรื่อยๆความทะเยอทะยานนั้น มีด้านมืด อาจทำให้เรามีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไป และเป็นอันตราย ความทะเยอทะยานนั้น ควรจะมีวัตถุประสงค์ชัดเจน และเราต้องไม่ปล่อยให้มันอยู่เหนือการควบคุมของเรา
5.ตื่นเช้า มาถึงก่อน เริ่มตั้งแต่อายุน้อย ในเรื่องของการทำงานทั่วไปและในฐานะของผู้บริหารหรือผู้ประกอบการนั้น ต้องทำทั้งสามเรื่อง แต่เรื่องการลงทุนนั้น การเริ่มตั้งแต่อายุน้อย เป็นสิ่งที่จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงและเป็นเศรษฐีได้ง่ายที่สุด แนวทางข้อนี้ค่อนข้างจะต้องสัมพันธ์กับข้อสอง นั่นคือ ถ้าคุณสามารถค้นพบตัวเองว่าเก่งทางไหนตั้งแต่อายุน้อย ความสำเร็จก็ไม่หนีไปไหน
6.อย่าตั้งเป้าหมาย ลงมือทำให้สำเร็จทีละน้อย เดินหน้าไปทุกวัน
7.อย่ากลัวความล้มเหลว เมื่อขาดทุนหนัก สู้ต่อไป วันหนึ่งเราจะชนะ
8.ทำเลไม่สำคัญ ทำเลที่ว่านี้ คือ สถานที่ที่คุณอยู่ หรือที่ที่คุณทำงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่เมืองไหน คุณสามารถประสบความสำเร็จได้ ไม่ต้องย้ายไปอยู่เมืองใหญ่ หรือเมืองธุรกิจหลัก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เรามีเครือข่ายการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ
9.ยึดมั่นในจรรยาบรรณทางธุรกิจ "
10.เน้นที่การขาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนกว่าบางสิ่งบางอย่างจะถูกขายออกไป นักลงทุนไม่ได้ขายอะไร แต่ต้องรู้ว่า บริษัทที่เราลงทุนนั้นขายอะไร การขายเป็นหัวใจของความสำเร็จของบริษัท และเป็นความสำเร็จของราคาหุ้น
11.ขอยืมไอเดียจากคนที่เก่งที่สุดและคนที่แย่ที่สุด
12.ไม่มีวันเกษียณ การเกษียณจะทำให้ชีวิตคุณล้มเหลว การเกษียณเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การเกษียณเป็นอันตรายต่อความสนุกในชีวิต อันตรายต่อความมั่งคั่งส่วนตัว
ที่มา
โดยW.Randall Jones เขียนหนังสือชื่อ The Richest Man in Town โดยการสัมภาษณ์และวิเคราะห์คุณสมบัติ นิสัย แนวความคิด ปรัชญาการใช้ชีวิต และอื่นๆ ของคนที่รวยที่สุดในเมืองต่างๆ ของอเมริกาจำนวน 100 คน
คำถาม
1. ความทะเยอทะยาน ในด้านมืดส่งผลเสียต่อตัวเราอย่างไรบ้าง
2. วีธีที่หาเงินอย่างถูกต้องของมหาเศรษฐีควรทำอย่างไร
3. การลงทุนทำไม ต้องเริ่มตั้งแต่อายุน้อย
โดยW.Randall Jones เขียนหนังสือชื่อ The Richest Man in Town โดยการสัมภาษณ์และวิเคราะห์คุณสมบัติ นิสัย แนวความคิด ปรัชญาการใช้ชีวิต และอื่นๆ ของคนที่รวยที่สุดในเมืองต่างๆ ของอเมริกาจำนวน 100 คน
คำถาม
1. ความทะเยอทะยาน ในด้านมืดส่งผลเสียต่อตัวเราอย่างไรบ้าง
2. วีธีที่หาเงินอย่างถูกต้องของมหาเศรษฐีควรทำอย่างไร
3. การลงทุนทำไม ต้องเริ่มตั้งแต่อายุน้อย
น.ส.กัลยา พยุงพงษ์ ID 5001203028
C2/2
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552
แบงก์ส่งซิกดอกเบี้ยกู้-ฝากจ่อปรับขึ้น

แบงก์ส่งสัญญาณดอกเบี้ยเงินกู้-ฝากจ่อปรับขึ้นปลายปี หลังรัฐ-เอกชนต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น “กรุงไทย”ลุยเป้า3.5แสนล้านบาท “กรณ์” ยังอุบขาย “นครหลวงไทย-สินเอเชีย”
นายปรีชา ภูขำ รองกรรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานกรรมการ บริษัทเคทีบี ลีสซิ่ง คาดว่าในช่วงปลายปีนี้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากน่าจะปรับขึ้นได้อย่างน้อย 0.25% และ0.50% ตามลำดับ ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว
ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากสภาพคล่องในระบบการเงินในช่วงเดียวกันจะเริ่มหดตัว หลังจากมีความต้องการสินเชื่อทั้งจากเอกชนและรัฐบาลมากขึ้นเฉพาะรัฐบาลต้องใช้เงินกู้ตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 800,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรัฐบาลมีแผนระคมเงินในภายในประเทศมูลค่ากว่า 200,000-300,000 ล้านบาท ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบลดลง ดังนั้นจะส่งผลให้การแข่งขันด้านตลาดในระบบธนาคารพาณิชย์รุนแรงมากขึ้น เพื่อระดมสภาพคล่อง
“อย่างน้อยในปีนี้ความต้องการเงินในตลาดจะมี 2-3 แสนล้านบาท ที่จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบลดลง เพราะภาครัฐมีโครงการลงทุนและต้องกู้เงินในประเทศ ขณะที่นักธุรกิจก็เริ่มกลับมากู้เงินมากขึ้น ซึ่งช่วงนี้การแข่งขันตัดราคาจะรุนแรงขึ้นเพราะความต้องการสภาพคล่องจะเห็นว่าตอนนี้เริ่มมีการแข่งขันแย่งเงินฝากกันบ้างแล้ว ในปีนี้ธนาคารได้เพิ่มเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อใหม่จาก 300,000 ล้านบาท เป็น 350,000 ล้านบาทแบ่งเป็นสินเชื่อรายย่อย 50,000 ล้านบาท สินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ 150,000 ล้านบาท ที่เหลือ150,000 ล้านบาทเป็นของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ" นายปรีชากล่าว
โดย นางสาวมนสิกานต์ แก้วผล ID: 5001203016
ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
คำถาม
1.รัฐบาลมีแผนระดมเงินในประเทศส่งผลต่อระบบธนาคารพาณิชย์อย่างไร
2.การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเป็นผลสืบเนื่องจากสาเหตุใด
3.ความต้องการเงินในตลาดจะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบลดลงเพราะเหตุใด
1.รัฐบาลมีแผนระดมเงินในประเทศส่งผลต่อระบบธนาคารพาณิชย์อย่างไร
2.การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเป็นผลสืบเนื่องจากสาเหตุใด
3.ความต้องการเงินในตลาดจะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบลดลงเพราะเหตุใด
วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
หนุนใช้การคลังกระตุ้นอุปสงค์ฟื้นศก. ประธานสภาวิจัยแห่งชาติ 'นริศ'อวยรัฐเดินถูกทาง ครม.ไฟเขียวลดขั้นตอนจัดซื้อผ่านอี-ออกชัน

(ประธานสภาวิจัยแห่งชาติ "นริศ ชัยสูตร" หนุนใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อแก้ปัญหาดีมานด์จากต่างประเทศหด ชี้รัฐบาลเดินถูกทางแล้ว
พร้อมเสนอเร่งแก้ปัญหาเบิกจ่ายช้าและอี-ออกชัน ด้านครม.ไฟเขียวลดขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างผ่านอี-ออกชัน รมช.คลัง "พฤฒิชัย" เผยช่วยเบิกจ่ายเงินงบประมาณได้เร็วขึ้นถึง 57 วัน
ดร.นริศ ชัยสูตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานสภาวิจัยแห่งชาติ เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงนโยบายหรือมาตรการที่รัฐบาลควรดำเนินการในภาวะที่เศรษฐกิจโลชะลอตัวว่า นโยบายการเงินคงทำได้ยาก และคงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวเป็นตัวกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ โดยคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการมาถือว่าถูกทางแล้ว
โดยเฉพาะในภาวะที่ความต้องการ (ดีมานด์)จากต่างประเทศหายไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการทันทีคือ ออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจหรืองบประมาณกลางปี 1.67 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ประมาณ 50% ของงบที่เพิ่มขึ้นได้เริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว เมื่อบวกกับมาตรการลดภาษีอสังหาริมทรัพย์และลดภาษีด้านการลงทุน จะบรรเทาภาวะผลกระทบจากเศรษฐกิจ
โลกที่ถดถอยอย่างรวดเร็วได้ระดับหนึ่ง และมาตรการระยะกลางจากงบโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 (SP2) วงเงิน 1.43 ล้านล้านบาท จะเสริมการลงทุนภายในและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้
แม้ว่าข้อวิจารณ์กับโครงการนี้คือ ผลของโครงการต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะอาจต้องมีการนำเข้า แต่ก็ยังคุ้มค่ากว่าไม่มีมาตรการอะไร รวมทั้งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 43% ขึ้นไปอยู่ที่ 60% ของจีดีพีในปี 2556 แต่ก็ยังเป็นระดับที่จัดการได้ และหนี้สาธารณะจะลดลงได้เองเมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว
ดร.นริศ ยังได้เสนอแนะว่า โครงการไทยเข้มแข็ง ที่มีวงเงิน 1.43 ล้านล้านบาทนั้น ถือเป็นโครงการลงทุนของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นกระทรวงการคลังต้องมีบทบาทหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐที่มักมีปัญหาเบิกจ่ายล่าช้า รวมทั้งระเบียบต่างๆของกระทรวงการคลัง เช่น การทำอี-ออกชัน ควรจะมีการทบทวนเพื่อทำให้สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนให้ดีขึ้น แต่ต้องไม่ให้เกิดการรั่วไหลของเงิน
นอกจากนี้บทบาทของกระทรวงการคลังในด้านการแข่งขันของไทยและการส่งออก จากที่ภาคส่งออกคิดเป็น 70% ของจีดีพี แม้ว่ากระทรวงการคลังจะไม่ได้รับผิดชอบโดยตรงเหมือนกระทรวงพาณิชย์ แต่กระบวนการส่งออกผ่านกรมศุลกากรสามารถเข้าไปให้บริการในฐานะผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพิธีทางศุลกากรให้ง่ายและสะดวกขึ้น ถือเป็นการลดต้นทุนให้ผู้ส่งออกได้อีกทางหนึ่ง
ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย บางประเทศอาจหันไปหาวิธีการปกป้องสินค้าที่ผลิตภายในประเทศของตน ด้วยการกีดกันการค้า ผ่านวิธีกีดกันโดยไม่ใช้ภาษี หรือnon-tariff barrier ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ และมีคนทำ เช่น สหรัฐฯมีโครงการ Buy American อินโดนีเซียมีโครงการ Buy Indonesia ซึ่งกรมศุลกากรต้องเป็นผู้นำในการเจรจาปกป้องสินค้าไทยที่อาจถูกมาตรการกีดกันทางการค้าผ่านพิธีการศุลกากรประเทศต่างๆ
ทางด้าน นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม 2552 ว่า กระทรวงการคลังได้เสนอแนวทางเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 สำหรับโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้พิจารณามีมติเห็นชอบแล้ว โดยแนวทางดังกล่าวจะเป็นการลดขั้นตอนการดำเนินงานในการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีอี-ออกชัน สำหรับโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว คล่องตัว แต่ยังคงหลักการ ตามเจตนารมณ์ของระเบียบฯ พ.ศ. 2549 ในเรื่องของความโปร่งใส มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ประหยัดงบประมาณของแผ่นดิน
การลดขั้นตอนดังกล่าว คือ 1. ยกเว้นไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน รวมถึงการนำร่างขอบเขตของงานและเอกสารประกวดราคาประกาศทางเว็บไซต์เพื่อให้สาธารณชนเสนอแนะ วิจารณ์ 2. ยังคงเปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์ทั้ง 2 ขั้นตอน คือการอุทธรณ์ผลการพิจารณาคัดเลือกเบื้องต้น และอุทธรณ์ผลการพิจารณาการเสนอราคา โดยหน่วยงานที่จัดหาพัสดุ และคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (กวพ.อ.) ยังคงต้องพิจารณาข้ออุทธรณ์อยู่ แต่ระหว่างที่พิจารณาข้ออุทธรณ์นั้น หน่วยงานไม่ต้องระงับการดำเนินการ สามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้
นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลดขั้นตอนดังกล่าวทำให้สามารถร่นระยะเวลาในการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 ได้ประมาณ 57 วัน คือ ช่วงเวลาที่แต่งตั้งคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) และร่างเอกสารประกวดราคา การนำสาระสำคัญของร่าง TOR และเอกสารประกวดราคาประกาศทางเว็บไซต์ของกรมบัญชีกลางและของหน่วยงานเพื่อให้สาธารณชนเสนอแนะ วิจารณ์ จำนวน 14 วัน และช่วงการพิจารณาอุทธรณ์ ทั้ง 2 ขั้นตอน ประมาณ 43 วัน จากเดิมกระบวนการอี-ออกชัน จะใช้เวลาประมาณ 85 วัน เมื่อได้รับการยกเว้นดังกล่าวจะเหลือระยะเวลาดำเนินการเพียง 28 วัน
"เงินงบประมาณจะสามารถเบิกจ่ายได้เร็วขึ้นถึง 57 วัน ช่วยการเบิกจ่ายการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งปีงบประมาณ 2552 - 2553 ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อ ครม. แจ้งเวียนมติแล้วหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้รับจัดสรรกรอบวงเงิน สามารถดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบรอไว้ก่อนได้เลย เมื่อได้รับจัดสรรเงินแล้วจะได้ทำสัญญาได้ทันที ซึ่งสามารถช่วยการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างมาก และในส่วนของการเบิกจ่าย และการดูแลความโปร่งใสได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอุปสรรค" นายพฤฒิชัย กล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2448 30ก.ค.- 01ส.ค.2552
คำถาม
1นโยบายหรือมาตรการที่รัฐบาลควรดำเนินการในภาวะที่เศรษฐกิจโลชะลอตัวว่า ซึ่งนโยบายการเงินคงทำได้ยากมีการใช้นโยบายใดในการแก้ปัญหา
2หนี้สาธารณะจะลดลงได้เองเมื่อใด
3กระทรวงการคลังได้เสนอแนวทางใดในการแก้ปัญหา
ทำโดย
นางสาวอุบล พงษ์สระพัง
วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ธปท.เข็น"ไมโครไฟแนนซ์"สู้เงินกู้นอกระบบ

วัน พฤหัสบดี 23 กรกฏาคา 25552
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ธปท.เข็นสินเชื่อ "ไมโครไฟแนนซ์" สู้เงินกู้นอกระบบ ช่วยเหลือประชาชนในระดับ "รากหญ้า" เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารพาณิชย์
น.ส.นวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส สายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษาการให้บริการทางการเงินแก่คนระดับรากหญ้า ทั้งที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบธนาคารพาณิชย์ได้ (ไมโครไฟแนนซ์) ว่า ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ในการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาสถาบันการเงินไทยไม่เคยทำมาก่อน และมองว่าเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เพราะหลักการของการให้สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ เป็นการให้สินเชื่อแก่คนที่ไม่เคยมีประวัติทางการเงินมาก่อน และไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน เพื่อให้ระดับรากหญ้าเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ได้จริง
ทั้งนี้ ข้อดีของไมโครไฟแนนซ์ที่ ธปท.ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น เนื่องจากสินเชื่อเหล่านี้จะเข้ามาทดแทนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเป็นแหล่งเงินกู้ของผู้มีรายได้น้อย และไม่มีโอกาสกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ได้ เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้เงิน
อย่างไรก็ตาม การกู้นอกระบบจะถูกเอาเปรียบจากอัตราดอกเบี้ยที่แพงมาก ดังนั้น ในช่วงต่อไปนี้ ธปท.มีแผนจะจัดเป็นสัมมนาเวิร์กชอป หรือการออกไปให้ความรู้ให้กับธนาคารพาณิชย์ไทย ให้เข้าใจการดำเนินการธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในลักษณะไมโครไฟแนนซ์มากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจให้เปิดใจยอมรับ และสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศเข้ามาทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อขนาดเล็กในลักษณะนี้มากขึ้น
"ธปท.เข้าใจดีว่า หากธนาคารพาณิชย์จะทำธุรกิจอะไร จะต้องสามารถสร้างกำไรได้ และการปล่อยสินเชื่อลักษณะนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อในปัจจุบัน ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เก็บจากลูกค้าอาจจะสูงกว่าการปล่อยกู้ในระบบปัจจุบัน แต่ถ้าเทียบกับดอกเบี้ยหนี้นอกระบบในขณะนี้จะต่ำกว่ามาก และที่สำคัญช่วยเพิ่มโอกาสการทำอาชีพให้กับคนระดับรากหญ้ามากขึ้น แต่การจะเชิญชวนให้ธนาคารพาณิชย์เข้ามาทำก็ต้องสร้างความเข้าใจว่า การทำธุรกิจลักษณะนี้มีโอกาสในการทำกำไรได้"
ผู้อำนวยการอาวุโส สายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท. กล่าวอีกว่า ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น เท่าที่หารือในเบื้องต้น มีบางรายที่สนใจ และตั้งใจจะใช้เป็นช่องทางในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม ขณะที่การเพิ่มผู้เล่นใหม่จากต่างประเทศที่เคยมีประสบการณ์หรือทำธุรกิจนี้ในต่างประเทศ ให้เข้ามาขอใบอนุญาต จัดตั้งสถาบันการเงินในประเทศไทย เป็นเรื่องหนึ่งที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นแผน 5 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2552-2256 ซึ่งธนาคารต่างประเทศเหล่านั้นมีความเข้าใจอยู่แล้ว ดังนั้น ในช่วงนี้จึงเป็นหน้าที่ ธปท.ที่จะให้ความรู้กับธนาคารพาณิชย์ไทยให้แข่งขันได้ก่อน
คำถาม
1.ไมโครไฟแนนซ์ เป็นการให้สินเชื่อแบบใด
2.ข้อดีของไมโครไฟแนนซ์ คือ
3. ไมโครไฟแนนซ์เป็นการให้สินเชื่อเข้ามาทดแทนสินเชื่อประเภทใด
จัดทำโดย นางสาว สุจิตตรา โนพันธ์ ID : 5001203034
วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
SMEตายสนิท เจ๊ง4ล้านราย จี้สสว.เลิกอุ้ม

นางสาวจรรย์จารี ธรรมา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฌี (ประเทศไทย) จำกัด ที่ปรึกษาทางการตลาดแบบครบวงจร เปิดเผยว่า จากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีปีที่ผ่านมาหายไปจากตลาดจำนวน 4 ล้านราย จากทั้งหมด 6 ล้านราย ซึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ธุรกิจบริการ และธุรกิจการเกษตร โดยในจำนวนผู้ประกอบการ 2 ล้านรายที่ยังคงเดินหน้าทำธุรกิจต่อ 2,000 ราย เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นรายเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่ขาดความเข้าในการทำการตลาด การที่ภาครัฐออกมาใช้งบประมาณในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการให้เงินสนับสนุนอย่างเดียวถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีประสบความล้มเหลว เนื่องจากผู้ประกอบการจะรู้วิธีการใช้เงินเพื่อนำมาผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีความเข้าใจในด้านของการทำการตลาดอย่างถูกต้อง ดังนั้นจึงอยากให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.เข้ามาดูแลในเรื่องดังกล่าว ด้วยการนำงบที่ได้ไปเปิดโรงเรียนการตลาดเพื่อสอนวิธีการทำตลาดให้กับผู้ประกอบการให้มีความรู้ความเข้าใจในการทำการตลาดอย่างถูกต้อง
วันที่ 14 กรกฎาคม 2552
น.ส.กัลยา พยุงพงษ์ ID:5001203028
C2/2
คำถาม
1.ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมาคือธุรกิจอะไร
2.ภาครัฐออกมาใช้งบประมาณในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการให้เงินสนับสนุนอย่างเดียวเป็นการดีหรือไม่
3.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.ควรเข้ามาดูแลธุรกิจSMEsอย่างไรบ้าง
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)