วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หนุนใช้การคลังกระตุ้นอุปสงค์ฟื้นศก. ประธานสภาวิจัยแห่งชาติ 'นริศ'อวยรัฐเดินถูกทาง ครม.ไฟเขียวลดขั้นตอนจัดซื้อผ่านอี-ออกชัน



(ประธานสภาวิจัยแห่งชาติ "นริศ ชัยสูตร" หนุนใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อแก้ปัญหาดีมานด์จากต่างประเทศหด ชี้รัฐบาลเดินถูกทางแล้ว
พร้อมเสนอเร่งแก้ปัญหาเบิกจ่ายช้าและอี-ออกชัน ด้านครม.ไฟเขียวลดขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างผ่านอี-ออกชัน รมช.คลัง "พฤฒิชัย" เผยช่วยเบิกจ่ายเงินงบประมาณได้เร็วขึ้นถึง 57 วัน
ดร.นริศ ชัยสูตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานสภาวิจัยแห่งชาติ เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงนโยบายหรือมาตรการที่รัฐบาลควรดำเนินการในภาวะที่เศรษฐกิจโลชะลอตัวว่า นโยบายการเงินคงทำได้ยาก และคงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวเป็นตัวกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ โดยคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการมาถือว่าถูกทางแล้ว
โดยเฉพาะในภาวะที่ความต้องการ (ดีมานด์)จากต่างประเทศหายไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการทันทีคือ ออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจหรืองบประมาณกลางปี 1.67 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ประมาณ 50% ของงบที่เพิ่มขึ้นได้เริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว เมื่อบวกกับมาตรการลดภาษีอสังหาริมทรัพย์และลดภาษีด้านการลงทุน จะบรรเทาภาวะผลกระทบจากเศรษฐกิจ
โลกที่ถดถอยอย่างรวดเร็วได้ระดับหนึ่ง และมาตรการระยะกลางจากงบโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 (SP2) วงเงิน 1.43 ล้านล้านบาท จะเสริมการลงทุนภายในและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้
แม้ว่าข้อวิจารณ์กับโครงการนี้คือ ผลของโครงการต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะอาจต้องมีการนำเข้า แต่ก็ยังคุ้มค่ากว่าไม่มีมาตรการอะไร รวมทั้งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 43% ขึ้นไปอยู่ที่ 60% ของจีดีพีในปี 2556 แต่ก็ยังเป็นระดับที่จัดการได้ และหนี้สาธารณะจะลดลงได้เองเมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว
ดร.นริศ ยังได้เสนอแนะว่า โครงการไทยเข้มแข็ง ที่มีวงเงิน 1.43 ล้านล้านบาทนั้น ถือเป็นโครงการลงทุนของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นกระทรวงการคลังต้องมีบทบาทหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐที่มักมีปัญหาเบิกจ่ายล่าช้า รวมทั้งระเบียบต่างๆของกระทรวงการคลัง เช่น การทำอี-ออกชัน ควรจะมีการทบทวนเพื่อทำให้สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนให้ดีขึ้น แต่ต้องไม่ให้เกิดการรั่วไหลของเงิน
นอกจากนี้บทบาทของกระทรวงการคลังในด้านการแข่งขันของไทยและการส่งออก จากที่ภาคส่งออกคิดเป็น 70% ของจีดีพี แม้ว่ากระทรวงการคลังจะไม่ได้รับผิดชอบโดยตรงเหมือนกระทรวงพาณิชย์ แต่กระบวนการส่งออกผ่านกรมศุลกากรสามารถเข้าไปให้บริการในฐานะผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพิธีทางศุลกากรให้ง่ายและสะดวกขึ้น ถือเป็นการลดต้นทุนให้ผู้ส่งออกได้อีกทางหนึ่ง
ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย บางประเทศอาจหันไปหาวิธีการปกป้องสินค้าที่ผลิตภายในประเทศของตน ด้วยการกีดกันการค้า ผ่านวิธีกีดกันโดยไม่ใช้ภาษี หรือnon-tariff barrier ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ และมีคนทำ เช่น สหรัฐฯมีโครงการ Buy American อินโดนีเซียมีโครงการ Buy Indonesia ซึ่งกรมศุลกากรต้องเป็นผู้นำในการเจรจาปกป้องสินค้าไทยที่อาจถูกมาตรการกีดกันทางการค้าผ่านพิธีการศุลกากรประเทศต่างๆ
ทางด้าน นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม 2552 ว่า กระทรวงการคลังได้เสนอแนวทางเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 สำหรับโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้พิจารณามีมติเห็นชอบแล้ว โดยแนวทางดังกล่าวจะเป็นการลดขั้นตอนการดำเนินงานในการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีอี-ออกชัน สำหรับโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว คล่องตัว แต่ยังคงหลักการ ตามเจตนารมณ์ของระเบียบฯ พ.ศ. 2549 ในเรื่องของความโปร่งใส มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ประหยัดงบประมาณของแผ่นดิน
การลดขั้นตอนดังกล่าว คือ 1. ยกเว้นไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน รวมถึงการนำร่างขอบเขตของงานและเอกสารประกวดราคาประกาศทางเว็บไซต์เพื่อให้สาธารณชนเสนอแนะ วิจารณ์ 2. ยังคงเปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์ทั้ง 2 ขั้นตอน คือการอุทธรณ์ผลการพิจารณาคัดเลือกเบื้องต้น และอุทธรณ์ผลการพิจารณาการเสนอราคา โดยหน่วยงานที่จัดหาพัสดุ และคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (กวพ.อ.) ยังคงต้องพิจารณาข้ออุทธรณ์อยู่ แต่ระหว่างที่พิจารณาข้ออุทธรณ์นั้น หน่วยงานไม่ต้องระงับการดำเนินการ สามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้
นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลดขั้นตอนดังกล่าวทำให้สามารถร่นระยะเวลาในการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 ได้ประมาณ 57 วัน คือ ช่วงเวลาที่แต่งตั้งคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) และร่างเอกสารประกวดราคา การนำสาระสำคัญของร่าง TOR และเอกสารประกวดราคาประกาศทางเว็บไซต์ของกรมบัญชีกลางและของหน่วยงานเพื่อให้สาธารณชนเสนอแนะ วิจารณ์ จำนวน 14 วัน และช่วงการพิจารณาอุทธรณ์ ทั้ง 2 ขั้นตอน ประมาณ 43 วัน จากเดิมกระบวนการอี-ออกชัน จะใช้เวลาประมาณ 85 วัน เมื่อได้รับการยกเว้นดังกล่าวจะเหลือระยะเวลาดำเนินการเพียง 28 วัน
"เงินงบประมาณจะสามารถเบิกจ่ายได้เร็วขึ้นถึง 57 วัน ช่วยการเบิกจ่ายการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งปีงบประมาณ 2552 - 2553 ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อ ครม. แจ้งเวียนมติแล้วหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้รับจัดสรรกรอบวงเงิน สามารถดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบรอไว้ก่อนได้เลย เมื่อได้รับจัดสรรเงินแล้วจะได้ทำสัญญาได้ทันที ซึ่งสามารถช่วยการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างมาก และในส่วนของการเบิกจ่าย และการดูแลความโปร่งใสได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอุปสรรค" นายพฤฒิชัย กล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2448 30ก.ค.- 01ส.ค.2552
คำถาม
1นโยบายหรือมาตรการที่รัฐบาลควรดำเนินการในภาวะที่เศรษฐกิจโลชะลอตัวว่า ซึ่งนโยบายการเงินคงทำได้ยากมีการใช้นโยบายใดในการแก้ปัญหา
2หนี้สาธารณะจะลดลงได้เองเมื่อใด
3กระทรวงการคลังได้เสนอแนวทางใดในการแก้ปัญหา
ทำโดย
นางสาวอุบล พงษ์สระพัง

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ธปท.เข็น"ไมโครไฟแนนซ์"สู้เงินกู้นอกระบบ



วัน พฤหัสบดี 23 กรกฏาคา 25552


ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


ธปท.เข็นสินเชื่อ "ไมโครไฟแนนซ์" สู้เงินกู้นอกระบบ ช่วยเหลือประชาชนในระดับ "รากหญ้า" เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารพาณิชย์


น.ส.นวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส สายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษาการให้บริการทางการเงินแก่คนระดับรากหญ้า ทั้งที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบธนาคารพาณิชย์ได้ (ไมโครไฟแนนซ์) ว่า ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ในการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาสถาบันการเงินไทยไม่เคยทำมาก่อน และมองว่าเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เพราะหลักการของการให้สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ เป็นการให้สินเชื่อแก่คนที่ไม่เคยมีประวัติทางการเงินมาก่อน และไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน เพื่อให้ระดับรากหญ้าเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ได้จริง
ทั้งนี้ ข้อดีของไมโครไฟแนนซ์ที่ ธปท.ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น เนื่องจากสินเชื่อเหล่านี้จะเข้ามาทดแทนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเป็นแหล่งเงินกู้ของผู้มีรายได้น้อย และไม่มีโอกาสกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ได้ เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้เงิน
อย่างไรก็ตาม การกู้นอกระบบจะถูกเอาเปรียบจากอัตราดอกเบี้ยที่แพงมาก ดังนั้น ในช่วงต่อไปนี้ ธปท.มีแผนจะจัดเป็นสัมมนาเวิร์กชอป หรือการออกไปให้ความรู้ให้กับธนาคารพาณิชย์ไทย ให้เข้าใจการดำเนินการธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในลักษณะไมโครไฟแนนซ์มากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจให้เปิดใจยอมรับ และสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศเข้ามาทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อขนาดเล็กในลักษณะนี้มากขึ้น
"ธปท.เข้าใจดีว่า หากธนาคารพาณิชย์จะทำธุรกิจอะไร จะต้องสามารถสร้างกำไรได้ และการปล่อยสินเชื่อลักษณะนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อในปัจจุบัน ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เก็บจากลูกค้าอาจจะสูงกว่าการปล่อยกู้ในระบบปัจจุบัน แต่ถ้าเทียบกับดอกเบี้ยหนี้นอกระบบในขณะนี้จะต่ำกว่ามาก และที่สำคัญช่วยเพิ่มโอกาสการทำอาชีพให้กับคนระดับรากหญ้ามากขึ้น แต่การจะเชิญชวนให้ธนาคารพาณิชย์เข้ามาทำก็ต้องสร้างความเข้าใจว่า การทำธุรกิจลักษณะนี้มีโอกาสในการทำกำไรได้"
ผู้อำนวยการอาวุโส สายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท. กล่าวอีกว่า ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น เท่าที่หารือในเบื้องต้น มีบางรายที่สนใจ และตั้งใจจะใช้เป็นช่องทางในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม ขณะที่การเพิ่มผู้เล่นใหม่จากต่างประเทศที่เคยมีประสบการณ์หรือทำธุรกิจนี้ในต่างประเทศ ให้เข้ามาขอใบอนุญาต จัดตั้งสถาบันการเงินในประเทศไทย เป็นเรื่องหนึ่งที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นแผน 5 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2552-2256 ซึ่งธนาคารต่างประเทศเหล่านั้นมีความเข้าใจอยู่แล้ว ดังนั้น ในช่วงนี้จึงเป็นหน้าที่ ธปท.ที่จะให้ความรู้กับธนาคารพาณิชย์ไทยให้แข่งขันได้ก่อน


คำถาม


1.ไมโครไฟแนนซ์ เป็นการให้สินเชื่อแบบใด


2.ข้อดีของไมโครไฟแนนซ์ คือ


3. ไมโครไฟแนนซ์เป็นการให้สินเชื่อเข้ามาทดแทนสินเชื่อประเภทใด

จัดทำโดย นางสาว สุจิตตรา โนพันธ์ ID : 5001203034

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

SMEตายสนิท เจ๊ง4ล้านราย จี้สสว.เลิกอุ้ม




นางสาวจรรย์จารี ธรรมา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฌี (ประเทศไทย) จำกัด ที่ปรึกษาทางการตลาดแบบครบวงจร เปิดเผยว่า จากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีปีที่ผ่านมาหายไปจากตลาดจำนวน 4 ล้านราย จากทั้งหมด 6 ล้านราย ซึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ธุรกิจบริการ และธุรกิจการเกษตร โดยในจำนวนผู้ประกอบการ 2 ล้านรายที่ยังคงเดินหน้าทำธุรกิจต่อ 2,000 ราย เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นรายเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่ขาดความเข้าในการทำการตลาด การที่ภาครัฐออกมาใช้งบประมาณในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการให้เงินสนับสนุนอย่างเดียวถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีประสบความล้มเหลว เนื่องจากผู้ประกอบการจะรู้วิธีการใช้เงินเพื่อนำมาผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีความเข้าใจในด้านของการทำการตลาดอย่างถูกต้อง ดังนั้นจึงอยากให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.เข้ามาดูแลในเรื่องดังกล่าว ด้วยการนำงบที่ได้ไปเปิดโรงเรียนการตลาดเพื่อสอนวิธีการทำตลาดให้กับผู้ประกอบการให้มีความรู้ความเข้าใจในการทำการตลาดอย่างถูกต้อง





วันที่ 14 กรกฎาคม 2552



น.ส.กัลยา พยุงพงษ์ ID:5001203028

C2/2



คำถาม

1.ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมาคือธุรกิจอะไร

2.ภาครัฐออกมาใช้งบประมาณในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการให้เงินสนับสนุนอย่างเดียวเป็นการดีหรือไม่

3.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.ควรเข้ามาดูแลธุรกิจSMEsอย่างไรบ้าง


วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ธปท.หนุนSMEsถือ'บัตรเครดิต'เพิ่มสภาพคล่อง




ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะประกาศผ่อนคลายหลักเกณฑ์การออกบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบการบัตรเครดิตที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ให้สามารถออกบัตรเครดิตกับผู้ประกอบการSMEsที่ไม่ใช่ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือที่ไม่อยู่ในฐานะนิติบุคคลได้ ในลักษณะบัตรธุรกิจ หรือที่เรียกว่า "Business Class" จากหลักเกณฑ์เดิมที่ ธปท.ห้ามดำเนินการ


โดยประโยชน์ของการผ่อนคลายเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือ SMEs คือ

1.ให้ผู้ประกอบการSMEs มีทางเลือกในการชำระเงิน ช่วยลดความเสี่ยงกรณีผู้ขายสินค้าที่ไม่มั่นใจว่าจะได้รับชำระค่าสินค้าหรือไม่

"ช่องทางนี้จะทำให้ความไม่แน่นอนทางธุรกิจลดลง เพราะสามารถเรียกเก็บค่าสินค้าได้จากสถาบันการเงินผู้ออกบัตรเครดิตให้กับSMEs"


2.กลไกการใช้บัตรเครดิตในการชำระเงินค่าสินค้าจะช่วยให้ระบบการชำระเงินของภาคธุรกิจทำให้รวดเร็วมากขึ้น และช่วยหมุนเวียนเงินในธุรกิจให้คล่องตัว รวมทั้งลดต้นทุนการชำระเงินซึ่งถูกกว่าเช็ค


3.เป็นเครื่องมือช่วยบริหารความเสี่ยงทั้งภาคธุรกิจSMEs และผู้ประกอบการบัตรเครดิต


4.วงเงินที่ผู้ประกอบการ SMEs จะได้จากผู้ประกอบการบัตรเครดิตจะไม่ติดเงื่อนไขเดที่มีรายได้และเงินเดือนเป็นข้อจำกัด แต่บัตร Business Class ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ธนาคารพาณิชย์และน็อนแบงก์จะพิจารณา




โดย นางสาวมนสิกานต์ แก้วผล ID:5001203016

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับ วันที่9-12 กรกฎาคม 2552



คำถาม

1.เพราะเหตุใดบัตรBusiness Class ทำให้ความไม่แน่นอนทางธุรกิจลดลง

2.กลไกการใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้า มีข้อดีอย่างไร

3.วงเงินที่ผู้ประกอบการSMEsจะได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขใด